กฎหมายน่ารู้

ถูกคนรักทำร้าย ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว

ถูกคนใกล้ชิดทำร้าย ข่มขู่ หรือติดตาม ไม่ใช่แค่ “เรื่องส่วนตัว”

เมื่อถูกคนใกล้ชิด อดีตคนรัก คู่สมรส หรือผู้ที่เคยอยู่ร่วมกัน ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ ติดตามไปที่พักหรือที่ทำงาน หรือกดดันให้กลับไปคบกัน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “เคยมีความสัมพันธ์กันหรือไม่” แต่ต้องแยกให้ได้ว่าอีกฝ่ายทำอะไร เกิดผลเสียหายอย่างไร ใครเห็นเหตุการณ์ และหลักฐานแต่ละชิ้นเชื่อมกับความผิดฐานใด

การเคยคบหา เคยอยู่ร่วมกัน หรือเคยยินยอมให้อีกฝ่ายเข้าถึงโทรศัพท์ ที่พัก หรือชีวิตส่วนตัวในอดีต ไม่ใช่ความยินยอมล่วงหน้าให้ทำร้าย ข่มขู่ กักขัง หรือจำกัดเสรีภาพในครั้งต่อไป กฎหมายพิจารณาเป็นรายเหตุ โดยดูการกระทำ ผล เจตนา บริบท และน้ำหนักพยานหลักฐานประกอบกัน

ทำร้ายร่างกาย ต้องแยกระหว่าง “ใช้กำลัง” กับ “เกิดอันตราย”

หากมีการผลัก ตบ กระชาก หรือใช้กำลังทำร้าย ต้องพิจารณาผลที่เกิดขึ้นด้วย หากเป็นการใช้กำลังทำร้ายแต่ยังไม่ถึงกับเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อาจเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่หากการทำร้ายนั้นทำให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องพิจารณามาตรา 295 และถ้าผลถึงขั้นอันตรายสาหัส เช่น ป่วยเจ็บเกินกว่ายี่สิบวัน เสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ อาจต้องพิจารณามาตรา 297 เพิ่มเติม

ใบรับรองแพทย์ ภาพบาดแผล และเวชระเบียนมีความสำคัญ แต่ยังต้องพิสูจน์ให้เชื่อมกันว่า บาดแผลเกิดขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้กระทำ และเกิดจากเหตุการณ์นั้นจริงหรือไม่ ภาพบาดแผลที่ไม่มีเวลา ไม่มีไฟล์ต้นฉบับ หรือไม่มีพยานแวดล้อม อาจพิสูจน์ได้เพียงว่ามีบาดแผล แต่ยังไม่พอชี้ตัวผู้กระทำ

คำขู่ทั่วไป กับการข่มขืนใจตามกฎหมาย ต่างกัน

คำขู่ต้องแยกชั้นให้ชัด หากเป็นการขู่เข็ญจนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือตกใจ อาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 392 แต่ถ้าคำขู่นั้นทำให้ผู้เสียหายต้องทำ ไม่ทำ หรือจำยอมต่อสิ่งใด เช่น ยอมขึ้นรถ ส่งโทรศัพท์ หยุดติดต่อคนอื่น หรือยอมกลับไปอยู่ด้วย ต้องพิจารณามาตรา 309 เรื่องข่มขืนใจผู้อื่น

แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 5765/2561 วางหลักว่า ความผิดตามมาตรา 309 ต้องมีองค์ประกอบว่าผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำ ไม่กระทำ หรือจำยอมต่อสิ่งใดตามแรงบังคับนั้น ไม่ใช่มีเพียงคำขู่เท่านั้น ส่วนฎีกาที่ 2191/2522 เป็นตัวอย่างกรณีใช้ปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายนั่งเฉยและวางมือไว้ที่พวงมาลัย ผู้เสียหายเกิดความกลัวและจำต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 309

ยึดโทรศัพท์ ปิดประตู ขวางทาง อาจเป็นการจำกัดเสรีภาพ

หากอีกฝ่ายยึดโทรศัพท์ ปิดประตู ล็อกห้อง ขวางทาง ยึดกุญแจ หรือควบคุมพาหนะจนผู้เสียหายออกไปไม่ได้โดยปลอดภัย อาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 310 ฐานหน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

ระยะเวลาสั้นไม่ได้ทำให้ความผิดหมดไปโดยทันที แต่ต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าผู้เสียหายถูกจำกัดเสรีภาพจริงหรือไม่ ออกไปได้โดยปลอดภัยหรือไม่ มีการใช้กำลัง คำขู่ การล็อกทางออก หรือการควบคุมทรัพย์สินจำเป็นต่อการหลบหนีเพียงใด

การติดตามซ้ำ ๆ หรือคุกคาม ต้องดูพฤติการณ์ ไม่ใช่ใช้คำว่า “สตอล์ก” แทนข้อหา

การโทรซ้ำ ส่งข้อความถี่ เฝ้ารอหน้าบ้าน ตามไปที่ทำงาน หรือคุกคามผ่านคนรอบตัว ไม่ควรเรียกรวมว่า “stalking” แล้วจบ แต่ต้องแยกว่ามีพฤติการณ์ใดบ้าง เช่น ขู่เข็ญ ข่มขืนใจ บุกรุก ทำให้เดือดร้อนรำคาญ ทำลายทรัพย์ หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ

มาตรา 397 อาจเกี่ยวข้องหากเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม ทำให้อับอาย หรือเดือดร้อนรำคาญ แต่ผลทางคดีขึ้นกับความถี่ เนื้อหา สถานที่ เจตนา และผลกระทบที่ผู้เสียหายได้รับ

ถ้าเป็นความรุนแรงในครอบครัว ต้องตรวจสถานะความสัมพันธ์

หากผู้กระทำเป็นคู่สมรส คู่สมรสเดิม ผู้ที่อยู่กินหรือเคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือบุคคลในครอบครัวตามกฎหมาย อาจต้องพิจารณาพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เพิ่มเติมด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปจากคำว่า “แฟน” หรือ “อดีตคนรัก” เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจข้อเท็จจริงเรื่องการอยู่กิน ความสัมพันธ์ การพึ่งพาอาศัย และการอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน หากไม่เข้าเงื่อนไขกฎหมายเฉพาะ ความผิดอาญาทั่วไปและสิทธิเรียกค่าเสียหายทางแพ่งยังอาจใช้ได้

ค่าเสียหายทางแพ่ง ต้องแยกรายการและมีหลักฐาน

ในทางแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 วางหลักเรื่องละเมิด หากมีการทำร้าย ข่มขู่ กักขัง หรือคุกคามจนเกิดความเสียหาย ผู้เสียหายอาจเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามเงื่อนไขกฎหมาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าเสียรายได้ ค่าเสียหายต่อเสรีภาพ ร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สิน

แต่การเรียกค่าเสียหายไม่ควรประเมินตัวเลขลอย ๆ ควรแยกรายการให้ชัดและมีหลักฐานรองรับ เช่น ใบเสร็จ เวชระเบียน หนังสือรับรองการหยุดงาน รายได้ที่หายไป ภาพทรัพย์สินเสียหาย และหลักฐานผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

หลักฐานที่ควรเก็บให้เป็นระบบ

หลักฐานควรจัดเป็นลำดับเวลา แยกเหตุการณ์แต่ละครั้ง ระบุวัน เวลา สถานที่ ช่องทางติดต่อ ผู้เห็นเหตุการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ผู้เสียหายทำหลังเกิดเหตุ ควรเก็บบทสนทนาครบชุด ไฟล์เสียงหรือคลิปต้นฉบับ ประวัติการโทร ภาพจากกล้องวงจรปิด เวชระเบียน พยานบุคคล และหลักฐานความเสียหายโดยไม่ตัดต่อ

หากมีภัยใกล้จะถึง ความปลอดภัยต้องมาก่อนการเก็บหลักฐาน ไม่ควรนัดพบลำพังเพื่อให้ได้คำรับสารภาพ และไม่ควรเปิดเผยที่พัก เส้นทางเดินทาง หรือแผนความปลอดภัยต่อคู่กรณี เมื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ควรแยกให้ชัดว่าเป็นการขอระงับเหตุ ร้องทุกข์ ขอให้บันทึกหลักฐาน หรือขอมาตรการคุ้มครอง

บทสรุป

บทสรุปของเรื่อง “ถูกคนใกล้ชิดทำร้าย ข่มขู่ ติดตาม เก็บหลักฐานอย่างไรให้คดีมีน้ำหนัก” ให้สถานะความสัมพันธ์ไม่ทำให้การใช้กำลัง คำขู่ การติดตามคุกคาม หรือการกักขังกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่กฎหมายไม่คุ้มครอง จุดชี้ขาดอยู่ที่การพิสูจน์ว่าใครทำอะไร เมื่อใด ผลเกิดขึ้นอย่างไร เจตนาเป็นอย่างไร และหลักฐานแต่ละชิ้นเชื่อมกับองค์ประกอบกฎหมายใด

หากคุณกำลังเผชิญเหตุลักษณะนี้ ควรรีบปรึกษาทนายความเพื่อวางแผนความปลอดภัย จัดพยานหลักฐาน และเลือกแนวทางดำเนินคดีหรือเรียกค่าเสียหายให้เหมาะกับข้อเท็จจริงจริงของคุณ

แหล่งตรวจสอบหลัก: ป.อ. ม.295ม.297ม.309ม.310ม.392ม.397ป.พ.พ. ม.420ฎีกา 5765/2561ฎีกา 2191/2522, และ พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า